วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

thumbnail

Rayton Solar ปฏิวัติการผลิตโซลาร์เซลล์ด้วยเทคนิคใหม่ทำให้ต้นทุนต่ำลง 60%



      บริษัท Rayton Solar ได้คิดค้นระบบตัดแผ่นซิลิคอนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของแผงโซลาร์เซลล์โดยการใช้เครื่องเร่งอนุภาค ด้วยเทคนิคแหวกแนวของพวกเขาทำให้ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ต่ำลงอย่างมาก สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้

       แผงโซลาร์เซลล์มีแผ่นซิลิคอนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ซิลิคอนชนิด  Czochralski Process Silicon (CZ) ซึ่งจะตัดเป็นแผ่นที่ความหนาราว 200 ไมครอน และในกระบวนการตัดก็มีเศษเหลือทิ้งถึงครึ่งหนึ่งของวัตถุดิบ แต่ Rayton Solar กลับใช้ซิลิคอนชนิด  Float Zone Silicon (FZ) ที่บริสุทธิ์กว่าและแพงกว่า แต่ตัดได้ที่ความหนาเพียง 3 ไมครอน และไม่มีเศษเหลือทิ้ง ด้วยการใช้เครื่องเร่งอนุภาค




       ด้วยเทคนิคข้างต้น Rayton Solar  จึงใช้ซิลิคอนน้อยลง 50 – 100 เท่า ของที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ซิลิคอนเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุดของแผงโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้เทคนิคของพวกเขายังผลให้ประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์สูงขึ้นเป็น 24% ขณะที่ประสิทธิภาพในปัจจุบันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17 % ซึ่งนั่นหมายถึงสามารถลดจำนวนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลงได้ 25% โดยรวมแล้วแผงโซลาร์เซลล์ของ Rayton Solar จะถูกลงได้ถึง 60%

       ในอดีตพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนของรัฐบาล แต่ Andrew Yakub ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Rayton Solar ต้องการทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทดแทนมีประสิทธิภาพคุ้มค่าด้วยตัวมันเองไม่ต้องรับการอุดหนุน และด้วยกระบวนการของพวกเขา “เงินอุดหนุนไม่จำเป็นสำหรับการทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุด”

Bill Nye นักวิทยาศาสตร์และพิธีกรทางทีวีชื่อดังเจ้าของฉายา The Science Guy ให้การหนุนหลังโครงการนี้และรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับวิดีโอแนะนำ Rayton Solar ด้วยตัวเอง




วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

thumbnail

ร้องไห้ได้ไหม?...ในหลวง ร.๙ ทรงตรัสถามสมเด็จย่าเมื่อครั้งพระเยาว์



       สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเล่าเรื่องในหนังสือ "เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์" ในหลวง ร.9 ประชวรด้วยโรคบิด ทรงตรัสถาม สมเด็จย่า เมื่อต้องถูกฉีดยา "ร้องไห้ได้ไหม"

       ตอนเวลาที่ยังเด็กๆ อยู่ พระองค์ชายไม่สู้จะแข็งแรงนัก และเมื่อไปโดนอะไรเข้านิดหนึ่งก็จะเขียวขึ้นมา แพทย์บอกว่าเลือดจาง ให้ยามารับประทาน ในไม่ช้าก็ดีขึ้น แต่ระหว่างนั้นสมเด็จย่าก็ทรงสังเกตว่าพระองค์ชายมีจ้ำเขียวๆ ที่องค์ 





       รับสั่งกับป้าจุ่นว่า "มีคนเลี้ยงไม่พอ จึงระวังหลานของท่านไม่ดีปล่อยให้หกล้มหกลุก ชนนั่นชนนี่จนเขียวไปหมด" แม่ต้องไปเฝ้าและกราบทูลสาเหตุ แล้วก็ไม่รับสั่งอะไรอีก 



       เมื่ออยู่เมืองไทยสักปีหนึ่ง คือ เมื่อพระองค์ชายประมาณ 5 ขวบ และพระองค์เล็กประมาณ 3 ขวบ เป็นบิดกันทั้งสององค์ พระองค์ชายนั้นเป็นก่อน โดยมากถ้าเจ็บกัน ด้วยการติดเชื้ออะไรมา พระองค์ชายจะเป็นผู้เจ็บก่อนทุกครั้ง 



       การรักษานั้น ต้องฉีดยา "เอ็มมิติน" (Emetine) เข็มหนึ่งและสวนด้วยยา "ยาเทรน" (Yatren) 2-3 ครั้งจึงหาย ก่อนจะถูกฉีดยา แม่ได้อธิบายว่าจะเจ็บหน่อย พระองค์เล็กถามว่า "ร้องไห้ได้ไหม" แม่คิดว่าการเป็นบิดนี้คงเป็นเพราะเมื่อสมเด็จย่าทรงสั่งให้ทำไอติมหลอดน้ำอ้อยสดที่ข้างล่างของตำหนัก การทำคงไม่สะอาดพอ เพราะมีแมลงวันมาก



       เป็นบุญของข้าพเจ้าที่ได้เกิดบนแผ่นดินสมัยพ่อหลวง ร.9 ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

thumbnail

พระกระยาหารที่ในหลวง ร.9 ไม่ทรงโปรด เห็นแล้วเสวยไม่ลง!



      ในหนังสือ"ใกล้เบื้องพระยุคลบาท"และ "เย็นศิระเพราะพระบริบาล กับ ลัดดาซุบซิบ" ที่เขียนโดย คุณแถมสิน รัตนพันธ์ ได้มีการเอ่ยถึงพระกระยาหารที่ทรงโปรด หรือ ลักษณะอาหารที่ทรงโปรดเสวย เช่น โปรดเสวยผัดถั่วงอกแบบใส่หมูกับกุ้งน้อยๆ แต่ใส่ถั่วงอกมากหน่อย และแม้กระทั้ง ผลไม้ที่ได้ชื่อว่า"ราชาของผลไม้" คือ ทุเรียน ทรงโปรดเสวยทุเรียนทุกพันธ์ที่ทาง"ห้องเครื่อง"จะจัดมาให้เสวย โดยจะทรงเสวยแบบฝรั่ง โดยใช้ซ้อม




       แต่ในหนังสือทั้ง ๒ เล่มก็ยังได้เขียนถึงอาหารที่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไม่ทรงโปรดเสวยมาก ถึงกับโบกพระหัตถ์ให้ย้ายออกไปโดยมีหัวเรื่องว่า "ในหลวงไม่ทรงโปรดเสวยปลานิล" โดยมีการอธิบายไว้ว่า เมื่อทุกครั้งที่มีผู้นำปลานิลมาตั้งเครื่องเสวย จะโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปไว้ที่อื่นโดยที่ไม่รับสั่งอะไรเลย จนวันหนึ่งมีผู้กล้าหาญชาญชัยกราบบังคมทูลถามว่า เพราะเหตุใดจึงไม่โปรดเสวยปลานิล ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระกระแสรับสั่งกลับมาว่า "ก็เลี้ยงมันมาเหมือนลูก แล้วจะกินได้อย่างไร"


เรื่องนี้มีตำนาน
       ในราวปี พ.ศ. ๒๕๒๔ แรกครั้งพระจักรพรรดิอากิฮิโต ประเทศญี่ปุ่น ยังทรงฐานันดรศักดิ์เป็นพระมกุฎราชกุมาร ได้ส่งปลานิลทางเครื่องบินจำนวน ๑๐๐ ตัวมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ปรากฏว่า เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย ปลาตายเกือบหมด เหลือรอดอย่างใกล้ตายเพียง ๑๐ ตัว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นห่วงเป็นใยปลานิลเหล่านี้ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้นำไปไว้ในพระที่นั่ง และทรงเลี้ยงอย่างประคบประหงม ให้อาหารด้วยพระองค์เอง จนปลานิลทั้ง ๑๐ ตัวรอดชีวิต ปลานิลทั้ง ๑๐ ตัวได้สนองพระเดชพระคุณแพร่พันธ์ไปอีกมากมายตามพระราชประสงค์ เป็นอาหารคนไทย ๖๒ ล้านคนมาจนถึงทุกวันนี้